โต้บทความเรื่อง “โรเบสปิแอร์ : อำนาจทำให้เสื่อม และความเสื่อมทำให้สิ้น” ของโตมร สุขปรีชา

ผมต้องยอมรับว่าแค่คิดจะเขียนโต้บทความนี้ (อ่านได้ที่นี่) ก็เกิดอาการเหนื่อยใจขึ้นมาแล้ว เพราะโตมร สุขปรีชาผู้ดูท่าจะตั้งใจเขียนบทความหลายตอนเกี่ยวกับประเด็นที่ซับซ้อนอย่างบทบาทของโรเบสปิแอร์ในการปฏิวัติฝรั่งเศสกลับเผยให้เห็นว่าเขาไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เขียนถึงสักเท่าไหร่ในหลายจุดของบทความ

สิ่งที่น่าอับอายที่สุดคือการบอกว่าโรเบสปิแอร์เสียชีวิตวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1794 ทั้งๆ ที่ความจริงเขาเสียชีวิตในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 จะมองว่าเป็นการพิมพ์ผิดก็คงไม่ได้ เพราะการตั้งใจปล่อยบทความในวันนี้ก็ดูจะสอดคล้องกันดี

Continue reading “โต้บทความเรื่อง “โรเบสปิแอร์ : อำนาจทำให้เสื่อม และความเสื่อมทำให้สิ้น” ของโตมร สุขปรีชา”

Advertisements

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรแสดงความเคารพกษัตริย์ในรัฐพิธีเปิดประชุมสภา

ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญในหลายประเทศอย่างเช่นอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นผลพวงของการต่อสู้ขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจระหว่างชนชั้นนำจารีตประเพณีอย่างกษัตริย์ ศาสนจักร และอภิชนเจ้าที่ดินกับชนชั้นนำใหม่ที่เกิดขึ้นจากการสะสมทรัพย์สมบัติที่มาจากการทำงานหรือการทำธุรกิจอย่างเช่นชนชั้นกระฎุมพี (ทนายความ พ่อค้า สมาคมอาชีพ) ก่อนการกำเนิดชนชั้นใหม่นี้ การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจภายในชนชั้นนำจารีตประเพณีเองก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจอย่างถาวร

การต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างชนชั้นนำดังที่ว่านี้นำไปสู่การโค่นล้มกษัตริย์และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่างกันที่เพียงว่าในอังกฤษฝ่ายกษัตริย์นิยมสามารถกลับคืนสู่อำนาจได้อีกและวิวัฒนาการจนเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นปัจจุบัน แต่ในฝรั่งเศสเกิดการสับเปลี่ยนไปมาระหว่างระบอบสาธารณรัฐ ระบอบจักรพรรดินิยมของราชวงศ์โปนาบาร์ต และระบอบกษัตริย์นิยมของราชวงศ์บูรบง ก่อนจะกลายเป็นระบอบสาธารณรัฐเช่นในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าในประเทศยุโรป ถ้าหากสถาบันกษัตริย์ไม่ยอมประนีประนอมจนเหลือเพียงสถานะทางพิธีกรรมก็จะกลายเป็นระบอบสาธารณรัฐไป

แต่ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญในบางประเทศ เช่น ประเทศไทย หรือประเทศญี่ปุ่น มีวิวัฒนาการที่พิเศษแตกต่างไปจากบริบทแบบยุโรป ลักษณะพิเศษดังนี้เองที่ทำให้สถานะของสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยมีอำนาจมากทั้งในทางการเมืองและทางวัฒนธรรม สถาบันกษัตริย์ไทยไม่เพียงอยู่ในสถานะเหนือการเมือง แต่ยังดำรงอยู่ในการเมืองอีกด้วย สถาบันกษัตริย์ที่มีพลังอำนาจทางการเมืองมากเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อวิวัฒนาการประชาธิปไตยในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากสถาบันกษัตริย์จะจัดวางตำแหน่งตัวเองในลักษณะที่ไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องด้วยการที่กษัตริย์ไทยแทบไม่เคยปฏิเสธการรัฐประหาร

Continue reading “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรแสดงความเคารพกษัตริย์ในรัฐพิธีเปิดประชุมสภา”

ประวิตร โรจนพฤกษ์อ่านหนังสือไม่แตกหรือเขากำลังนำเสนอหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใหม่? ว่าด้วยจำนวนคนตายในยุค “ก้าวกระโดดใหญ่”

ผมได้อ่านบทความของคุณประวิตร โรจนพฤกษ์เรื่อง “Opinion: Ignorance of Nazis, History a Bug or Feature of Thai Education?” ในเว็บไซต์ข่าวสดภาษาอังกฤษซึ่งเขาได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่มีนักร้องวงหญิงล้วนคนหนึ่งแต่งกายด้วยชุดที่มีสัญลักษณ์นาซี อันที่จริงบทความลักษณะนี้ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไรใหม่ ธีมมักวนเวียนอยู่กับปัญหาของการศึกษาไทยและการเปรียบเทียบจำนวนคนตายในระบอบนาซีกับผู้นำเผด็จการคนอื่นๆ เช่น สตาลิน หรือเหมาเจ๋อตง อันที่จริงผมคิดว่าเรื่องนี้มันซับซ้อนกว่านั้น และการที่คนไทยมีความเขลาเรื่องสัญลักษณ์นาซีก็ไม่ได้หมายความว่าระบบการศึกษาของไทยล้มเหลว (การศึกษาไทยอาจจะล้มเหลว แต่ไม่ใช่ด้วยการให้เหตุผลเช่นนั้น) ผมเองอาศัยอยู่ในประเทศที่พลเมืองมีความตื่นตัวเรื่องนาซีมาก แทบทุกมุมถนนมีอนุสาวรีย์แห่งบาดแผลระบุสถานที่เสียชีวิตของผู้ต่อต้านนาซี แต่ผมเชื่อว่าถ้าวันพรุ่งนี้ผมเอาธงอาทิตย์อุทัย (Flag of the Rising Sun, สัญลักษณ์ของจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่ทุกวันนี้ “กองทัพเรือญี่ปุ่น” ยังคงใช้อยู่) ไปโบกในที่สาธารณะ น่าจะไม่มีคนฝรั่งเศสที่ไหนเดินมาวิจารณ์ความเขลาของผมต่อการใช้สัญลักษณ์กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นแน่นอน คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่น่าจะรู้เรื่องการทดลองในมนุษย์ของ Josef Mengele แต่จะมีกี่คนรู้เรื่องการทดลองในมนุษย์ของ Unit 731 แบบนี้เราจะบอกว่าระบบการศึกษาของฝรั่งเศสล้มเหลว หรือว่าคนฝรั่งเศสไม่มีมโนธรรมหรือเปล่า ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะใช่ คำตอบง่ายๆ อาจจะเป็นแค่ว่าคนไทยห่างไกลจากบาดแผลเรื่องนาซี และคนยุโรปก็ห่างไกลจากบาดแผลเรื่องอาชญากรรมของจักรวรรดิญี่ปุ่น การที่คนไทยทั้งเขลาเรื่องนาซี (ที่ไกลตัว) และเรื่องจักรวรรดิญี่ปุ่น (ที่ใกล้ตัว) อาจจะเป็นดัชนีถึงปัญหาเรื่องความล้มเหลวของการศึกษาไทยก็ฟังดูสมเหตุสมผล แต่การเอาเรื่องไกลตัวอย่างนาซีเป็นเหตุผลหลักน่าจะไม่เพียงพอ

Continue reading “ประวิตร โรจนพฤกษ์อ่านหนังสือไม่แตกหรือเขากำลังนำเสนอหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใหม่? ว่าด้วยจำนวนคนตายในยุค “ก้าวกระโดดใหญ่””

His Majesty, Where Are You?

vms904
เครื่องบินพระที่นั่งรหัสเรียกขาน VMS 904 ขณะลงจอดที่สนามบินซูริค สมาพันธรัฐสวิส วันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 2016

ผมขอตั้งชื่อบล็อกอันนี้เป็นภาษาอังกฤษว่า “His Majesty, Where Are You?”  หรือจะแปลเป็นไทยได้ว่า “โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว รู้แล้วว่าทรงอยู่หนไหน” บล็อกนี้มีที่มาหลังจากการล้มป่วยของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทำให้ไม่มีคนคอยอัพเดทการเสด็จประพาสยุโรปของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีคนบอกผมว่าขณะนี้แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลกำลังทำหน้าที่แทนอยู่ แต่เนื่องจากผมเพิ่งเลิกใช้เฟซบุ๊กอีกเหมือนกัน ก็เลยไม่ทราบว่าคุณแอนดรูว์คอยอัพเดทอยู่จริงหรือไม่ ถึงจุดนี้ผมจึงได้เกิดความคิดว่าเราควรจะใช้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แทนมนุษย์ คอยอัพเดทข้อมูลการเสด็จประพาสยุโรปของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบบเรียลไทม์ (real-time tracking) ซึ่งในท้ายที่สุดผมตั้งใจจะพัฒนาเว็บไซต์เล็กๆ ที่พสกนิกรผู้จงรักภักดีสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในยุโรปได้ตลอดเวลา และถ้าหากผมมีทรัพยากรพอ ก็อยากที่จะยกระดับเป็นแอ็พพลิเคชั่นในมือถือ แต่อย่างไรก็ตาม ในขั้นนี้ผมได้ลองเขียนโปรแกรมเล็กๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนไหวของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตดูก่อนอิงตามบันทึกการบินของเครื่องบินพระที่นั่งซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพระองค์ทรงควบคุมด้วยพระองค์เอง

Continue reading “His Majesty, Where Are You?”

Understand Tianxia; understand China?

Upon reading an editorial published by Business Mirror entitled “Understand Tianxia; understand China”, I could not manage to let it go and wrote a comment in response to that article. I plan to develop it into a proper blog post in the future; thus finding it useful to “archive” my comment here for the time being.
Continue reading “Understand Tianxia; understand China?”

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน

ผู้เขียนได้อ่านข่าวการแถลงนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ และพบว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจว่าเขาจะไม่รับเงินเดือนถ้าหากมีตำแหน่งทางการเมือง เพราะเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน (ดู https://www.matichon.co.th/politics/news_1275599) อันที่จริงความเห็นในลักษณะเดียวกันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เมื่อไม่นานมานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ก็เคยประกาศว่าเขาจะรับค่าตอบแทนตามตำแหน่งประธานาธิบดีเพียง 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จากจำนวนเต็ม 400,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ดู https://www.cbsnews.com/news/did-donald-trump-say-hed-refuse-to-take-a-salary-as-president/) หรือถ้าพูดถึงกรณีที่เก่ากว่านั้น จอร์จ วอชิงตัน หนึ่งในบิดาสถาปนาและประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาก็ประกาศในคำแถลงแรกรับตำแหน่งว่าเขาไม่ต้องการรับเงินตอบแทนใดๆ

From this resolution I have in no instance departed. And being still under the impressions which produced it, I must decline as inapplicable to myself, any share in the personal emoluments, which may be indispensably included in a permanent provision for the Executive Department; and must accordingly pray that the pecuniary estimates for the Station in which I am placed, may, during my continuance in it, be limited to such actual expenditures as the public good may be thought to require. (ดู https://www.archives.gov/exhibits/american_originals/inaugtxt.html)

เมื่อผู้อ่านได้พิจารณาก็คงจะเห็นว่าบุคคลทั้งสามคนที่ผู้เขียนได้เอ่ยชื่อมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เรียกได้ว่า รวยและไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งรายได้อื่นนอกไปจากที่ตนมีติดตัวมาก่อนที่จะรับตำแหน่งทางการเมือง ถ้ามองในแง่บวก อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นการแสดงถึงอุดมคติหรือคุณธรรมของนักการเมืองที่ตั้งใจอาสาเข้ามารับใช้ชาติโดยไม่สนใจถึงค่าตอบแทน แต่คำถามก็คือ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณธรรมที่ใครๆ ก็จับต้องได้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือเป็นคุณธรรมที่เป็น อภิสิทธิ์ของ คนรวยให้พวกเขาได้แสดงถึงความสูงส่งทางคุณธรรม (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือโดยจิตใต้สำนึก) เหนือกว่าตาสีตาสาเท่านั้น?

Continue reading “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน”

มิเชล ปาสตูโร: “การใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์นั้นทั้งกล้าหาญและอันตราย”

แปลจากบทสัมภาษณ์ Michel Pastoureau: “Chosir le jaune comme emblème, c’est à la fois courageux et dangereux” เขียนโดย Mathieu Dejean เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2018 ในเว็ปไซต์ Les Inrockuptibles เข้าถึงได้ที่ https://www.lesinrocks.com/2018/12/06/actualite/michel-pastoureau-choisir-le-jaune-comme-embleme-cest-la-fois-courageux-et-dangereux-111149774/?fbclid=IwAR1GxB4Ehgx2HiIHVOGOEzagULrde_5o4udzr7ww5185b2LVdjEZUDyWYRk เชิงอรรถทั้งหมดเป็นของผู้แปล

france-social-politics-environment-oil-demo-3

กลุ่ม “เสื้อกั๊กเหลือง” วันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 บนถนนฌ็องเซลิเซ่ (LUCAS BARIOULET/AFP)

นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญปฏิบัติการทางสังคมและการเมืองของสีผู้โด่งดังไปทั่วโลกจากผลงานหลายชิ้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสีในโลกตะวันตก มิเชล ปาสตูโรวิเคราะห์การใช้สี “เหลือง” โดยกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่สั่นสะเทือนประเทศฝรั่งเศสอยู่ในขณะนี้

มิเชล ปาสตูโร นักประวัติศาสตร์ยุคกลางผู้เขียนหนังสือสี่เล่มอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับสีน้ำเงิน ดำ เขียว และแดง กำลังเตรียมตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับสีเหลือง ในขณะที่ขบวนการ “เสื้อกั๊กเหลือง” กำลังจะถึงจุดสูงสุดของการต่อสู้ เขาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ใหม่ที่มีการใช้สีเหลืองในทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาเป็นสัญลักษณ์ของการทรยศ

Continue reading “มิเชล ปาสตูโร: “การใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์นั้นทั้งกล้าหาญและอันตราย””

กิจกรรมในกรุงเทพฯ เนื่องในโอกาส 100 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทุกสายตาคงจับจ้องไปยังกรุงปารีส ที่ซึ่งผู้นำกว่า 70 ประเทศทั่วโลกไปรวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงการสิ้นสุดลง (อย่างน้อยก็ในแนวรบด้านตะวันตก) ของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เมื่อ 100 ปีที่แล้ว นอกจากพิธีรำลึกแล้ว ปีนี้ยังมีการจัด Peace Conference โดยกรุงปารีสเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นการหยิบใช้โอกาสครบรอบศตวรรษมาจัดประชุมสันติภาพอีกครั้ง หลังจากที่ปารีสเคยเป็นเจ้าภาพไปช่วงหลังสิ้นสุดสงครามเมื่อปี ค.ศ. 1919

ปีนี้ยังถือเป็นปีสุดท้ายของกระแสรำลึก 100 ปีสงครามโลกที่เริ่มทำกันตั้งแต่ปี 2014 ทั่วโลก จึงกล่าวได้ว่า ปีนี้เป็นหมุดหมายสำคัญในการทบทวนความรู้ที่เรามีเกี่ยวสงครามโลกครั้งที่ 1

ในกรณีของไทย การรำลึก Armistice ปีนี้ กลับกลายเป็น irony เพราะพร้อมๆ กันกับการรำลึกการสิ้นสุดสงคราม ประเทศไทยก็รำลึกถึงการที่ทหารสยามออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงประเทศฝรั่งเศสด้วย (ทหารสยามไปถึงมาร์กเซยวันที่ 30 กรกฎาคม สงครามสิ้นสุด 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918)!

Continue reading “กิจกรรมในกรุงเทพฯ เนื่องในโอกาส 100 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1”

รีวิวหนังสือ Idées reçues sur la Thaïlande ของเออเจนี เมรีโอ

 La-Thailande

เกริ่นนำ

ตั้งแต่ผมมาเรียนต่อที่ฝรั่งเศสเกือบ 5 ปีที่แล้ว เรียกได้ว่าไม่มีหนังสือวิชาการและกึ่งวิชาการเกี่ยวกับประเทศไทยตีพิมพ์ในภาษาฝรั่งเศสเลย ในภาพรวม การไม่มีงานตีพิมพ์อย่างจริงจังในภาษาฝรั่งเศส สะท้อนสภาวะความไม่ใส่ใจประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมคิดง่ายๆ ว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการศึกษาเรื่องนี้ในอดีตผูกติดกับอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสสูญเสียอาณานิคมดังกล่าวไป จึงไม่มีการส่งเสริมให้ศึกษาสาขานี้ต่อ หรืออย่างมากก็ศึกษาเพียงแต่ยุคที่อินโดจีนเคยเป็นอาณานิคม เพราะมีหลักฐานเก็บไว้ที่ฝรั่งเศสให้ศึกษาได้มาก นอกจากนี้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยในฝรั่งเศสส่วนมากเป็นของรัฐ ดังนั้นการลงทุนด้านการศึกษาในสาขาใดสาขาหนึ่ง ย่อมขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของรัฐด้วย เราจึงเห็นการศึกษาเรื่องอาฟริกาและตะวันออกกลาง รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับการก่อการร้ายและการอพยพลี้ภัย ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษในช่วงนี้ หากเป็นเรื่องเอเชีย ส่วนมากก็จะมุ่งไปที่จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เสียมากกว่า

Continue reading “รีวิวหนังสือ Idées reçues sur la Thaïlande ของเออเจนี เมรีโอ”

บ่นเรื่องความห่วยแตกของระบบราชการฝรั่งเศส

นักเรียนฝรั่งเศสทุกคนเท่าที่ผมทราบ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ไม่เคยประสบปัญหากับระบบราชการที่นี่ เรื่องนี้สำหรับผมเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เสียทั้งเวลาทั้งเงินทั้งสุขภาพจิตโดยใช่เรื่อง  ทำเอาคนเสียน้ำตามานักต่อนักแล้ว

Continue reading “บ่นเรื่องความห่วยแตกของระบบราชการฝรั่งเศส”