ประวิตร โรจนพฤกษ์อ่านหนังสือไม่แตกหรือเขากำลังนำเสนอหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใหม่? ว่าด้วยจำนวนคนตายในยุค “ก้าวกระโดดใหญ่”

ผมได้อ่านบทความของคุณประวิตร โรจนพฤกษ์เรื่อง “Opinion: Ignorance of Nazis, History a Bug or Feature of Thai Education?” ในเว็บไซต์ข่าวสดภาษาอังกฤษซึ่งเขาได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่มีนักร้องวงหญิงล้วนคนหนึ่งแต่งกายด้วยชุดที่มีสัญลักษณ์นาซี อันที่จริงบทความลักษณะนี้ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไรใหม่ ธีมมักวนเวียนอยู่กับปัญหาของการศึกษาไทยและการเปรียบเทียบจำนวนคนตายในระบอบนาซีกับผู้นำเผด็จการคนอื่นๆ เช่น สตาลิน หรือเหมาเจ๋อตง อันที่จริงผมคิดว่าเรื่องนี้มันซับซ้อนกว่านั้น และการที่คนไทยมีความเขลาเรื่องสัญลักษณ์นาซีก็ไม่ได้หมายความว่าระบบการศึกษาของไทยล้มเหลว (การศึกษาไทยอาจจะล้มเหลว แต่ไม่ใช่ด้วยการให้เหตุผลเช่นนั้น) ผมเองอาศัยอยู่ในประเทศที่พลเมืองมีความตื่นตัวเรื่องนาซีมาก แทบทุกมุมถนนมีอนุสาวรีย์แห่งบาดแผลระบุสถานที่เสียชีวิตของผู้ต่อต้านนาซี แต่ผมเชื่อว่าถ้าวันพรุ่งนี้ผมเอาธงอาทิตย์อุทัย (Flag of the Rising Sun, สัญลักษณ์ของจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่ทุกวันนี้ “กองทัพเรือญี่ปุ่น” ยังคงใช้อยู่) ไปโบกในที่สาธารณะ น่าจะไม่มีคนฝรั่งเศสที่ไหนเดินมาวิจารณ์ความเขลาของผมต่อการใช้สัญลักษณ์กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นแน่นอน คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่น่าจะรู้เรื่องการทดลองในมนุษย์ของ Josef Mengele แต่จะมีกี่คนรู้เรื่องการทดลองในมนุษย์ของ Unit 731 แบบนี้เราจะบอกว่าระบบการศึกษาของฝรั่งเศสล้มเหลว หรือว่าคนฝรั่งเศสไม่มีมโนธรรมหรือเปล่า ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะใช่ คำตอบง่ายๆ อาจจะเป็นแค่ว่าคนไทยห่างไกลจากบาดแผลเรื่องนาซี และคนยุโรปก็ห่างไกลจากบาดแผลเรื่องอาชญากรรมของจักรวรรดิญี่ปุ่น การที่คนไทยทั้งเขลาเรื่องนาซี (ที่ไกลตัว) และเรื่องจักรวรรดิญี่ปุ่น (ที่ใกล้ตัว) อาจจะเป็นดัชนีถึงปัญหาเรื่องความล้มเหลวของการศึกษาไทยก็ฟังดูสมเหตุสมผล แต่การเอาเรื่องไกลตัวอย่างนาซีเป็นเหตุผลหลักน่าจะไม่เพียงพอ

Continue reading “ประวิตร โรจนพฤกษ์อ่านหนังสือไม่แตกหรือเขากำลังนำเสนอหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใหม่? ว่าด้วยจำนวนคนตายในยุค “ก้าวกระโดดใหญ่””

Advertisements

His Majesty, Where Are You?

vms904
เครื่องบินพระที่นั่งรหัสเรียกขาน VMS 904 ขณะลงจอดที่สนามบินซูริค สมาพันธรัฐสวิส วันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 2016

ผมขอตั้งชื่อบล็อกอันนี้เป็นภาษาอังกฤษว่า “His Majesty, Where Are You?”  หรือจะแปลเป็นไทยได้ว่า “โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว รู้แล้วว่าทรงอยู่หนไหน” บล็อกนี้มีที่มาหลังจากการล้มป่วยของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทำให้ไม่มีคนคอยอัพเดทการเสด็จประพาสยุโรปของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีคนบอกผมว่าขณะนี้แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลกำลังทำหน้าที่แทนอยู่ แต่เนื่องจากผมเพิ่งเลิกใช้เฟซบุ๊กอีกเหมือนกัน ก็เลยไม่ทราบว่าคุณแอนดรูว์คอยอัพเดทอยู่จริงหรือไม่ ถึงจุดนี้ผมจึงได้เกิดความคิดว่าเราควรจะใช้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แทนมนุษย์ คอยอัพเดทข้อมูลการเสด็จประพาสยุโรปของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบบเรียลไทม์ (real-time tracking) ซึ่งในท้ายที่สุดผมตั้งใจจะพัฒนาเว็บไซต์เล็กๆ ที่พสกนิกรผู้จงรักภักดีสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในยุโรปได้ตลอดเวลา และถ้าหากผมมีทรัพยากรพอ ก็อยากที่จะยกระดับเป็นแอ็พพลิเคชั่นในมือถือ แต่อย่างไรก็ตาม ในขั้นนี้ผมได้ลองเขียนโปรแกรมเล็กๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนไหวของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตดูก่อนอิงตามบันทึกการบินของเครื่องบินพระที่นั่งซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพระองค์ทรงควบคุมด้วยพระองค์เอง

Continue reading “His Majesty, Where Are You?”

Understand Tianxia; understand China?

Upon reading an editorial published by Business Mirror entitled “Understand Tianxia; understand China”, I could not manage to let it go and wrote a comment in response to that article. I plan to develop it into a proper blog post in the future; thus finding it useful to “archive” my comment here for the time being.
Continue reading “Understand Tianxia; understand China?”

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน

ผู้เขียนได้อ่านข่าวการแถลงนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ และพบว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจว่าเขาจะไม่รับเงินเดือนถ้าหากมีตำแหน่งทางการเมือง เพราะเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน (ดู https://www.matichon.co.th/politics/news_1275599) อันที่จริงความเห็นในลักษณะเดียวกันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เมื่อไม่นานมานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ก็เคยประกาศว่าเขาจะรับค่าตอบแทนตามตำแหน่งประธานาธิบดีเพียง 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จากจำนวนเต็ม 400,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ดู https://www.cbsnews.com/news/did-donald-trump-say-hed-refuse-to-take-a-salary-as-president/) หรือถ้าพูดถึงกรณีที่เก่ากว่านั้น จอร์จ วอชิงตัน หนึ่งในบิดาสถาปนาและประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาก็ประกาศในคำแถลงแรกรับตำแหน่งว่าเขาไม่ต้องการรับเงินตอบแทนใดๆ

From this resolution I have in no instance departed. And being still under the impressions which produced it, I must decline as inapplicable to myself, any share in the personal emoluments, which may be indispensably included in a permanent provision for the Executive Department; and must accordingly pray that the pecuniary estimates for the Station in which I am placed, may, during my continuance in it, be limited to such actual expenditures as the public good may be thought to require. (ดู https://www.archives.gov/exhibits/american_originals/inaugtxt.html)

เมื่อผู้อ่านได้พิจารณาก็คงจะเห็นว่าบุคคลทั้งสามคนที่ผู้เขียนได้เอ่ยชื่อมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เรียกได้ว่า รวยและไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งรายได้อื่นนอกไปจากที่ตนมีติดตัวมาก่อนที่จะรับตำแหน่งทางการเมือง ถ้ามองในแง่บวก อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นการแสดงถึงอุดมคติหรือคุณธรรมของนักการเมืองที่ตั้งใจอาสาเข้ามารับใช้ชาติโดยไม่สนใจถึงค่าตอบแทน แต่คำถามก็คือ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณธรรมที่ใครๆ ก็จับต้องได้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือเป็นคุณธรรมที่เป็น อภิสิทธิ์ของ คนรวยให้พวกเขาได้แสดงถึงความสูงส่งทางคุณธรรม (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือโดยจิตใต้สำนึก) เหนือกว่าตาสีตาสาเท่านั้น?

Continue reading “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน”

มิเชล ปาสตูโร: “การใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์นั้นทั้งกล้าหาญและอันตราย”

แปลจากบทสัมภาษณ์ Michel Pastoureau: “Chosir le jaune comme emblème, c’est à la fois courageux et dangereux” เขียนโดย Mathieu Dejean เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2018 ในเว็ปไซต์ Les Inrockuptibles เข้าถึงได้ที่ https://www.lesinrocks.com/2018/12/06/actualite/michel-pastoureau-choisir-le-jaune-comme-embleme-cest-la-fois-courageux-et-dangereux-111149774/?fbclid=IwAR1GxB4Ehgx2HiIHVOGOEzagULrde_5o4udzr7ww5185b2LVdjEZUDyWYRk เชิงอรรถทั้งหมดเป็นของผู้แปล

france-social-politics-environment-oil-demo-3

กลุ่ม “เสื้อกั๊กเหลือง” วันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 บนถนนฌ็องเซลิเซ่ (LUCAS BARIOULET/AFP)

นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญปฏิบัติการทางสังคมและการเมืองของสีผู้โด่งดังไปทั่วโลกจากผลงานหลายชิ้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสีในโลกตะวันตก มิเชล ปาสตูโรวิเคราะห์การใช้สี “เหลือง” โดยกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่สั่นสะเทือนประเทศฝรั่งเศสอยู่ในขณะนี้

มิเชล ปาสตูโร นักประวัติศาสตร์ยุคกลางผู้เขียนหนังสือสี่เล่มอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับสีน้ำเงิน ดำ เขียว และแดง กำลังเตรียมตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับสีเหลือง ในขณะที่ขบวนการ “เสื้อกั๊กเหลือง” กำลังจะถึงจุดสูงสุดของการต่อสู้ เขาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ใหม่ที่มีการใช้สีเหลืองในทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาเป็นสัญลักษณ์ของการทรยศ

Continue reading “มิเชล ปาสตูโร: “การใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์นั้นทั้งกล้าหาญและอันตราย””

กิจกรรมในกรุงเทพฯ เนื่องในโอกาส 100 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทุกสายตาคงจับจ้องไปยังกรุงปารีส ที่ซึ่งผู้นำกว่า 70 ประเทศทั่วโลกไปรวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงการสิ้นสุดลง (อย่างน้อยก็ในแนวรบด้านตะวันตก) ของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เมื่อ 100 ปีที่แล้ว นอกจากพิธีรำลึกแล้ว ปีนี้ยังมีการจัด Peace Conference โดยกรุงปารีสเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นการหยิบใช้โอกาสครบรอบศตวรรษมาจัดประชุมสันติภาพอีกครั้ง หลังจากที่ปารีสเคยเป็นเจ้าภาพไปช่วงหลังสิ้นสุดสงครามเมื่อปี ค.ศ. 1919

ปีนี้ยังถือเป็นปีสุดท้ายของกระแสรำลึก 100 ปีสงครามโลกที่เริ่มทำกันตั้งแต่ปี 2014 ทั่วโลก จึงกล่าวได้ว่า ปีนี้เป็นหมุดหมายสำคัญในการทบทวนความรู้ที่เรามีเกี่ยวสงครามโลกครั้งที่ 1

ในกรณีของไทย การรำลึก Armistice ปีนี้ กลับกลายเป็น irony เพราะพร้อมๆ กันกับการรำลึกการสิ้นสุดสงคราม ประเทศไทยก็รำลึกถึงการที่ทหารสยามออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงประเทศฝรั่งเศสด้วย (ทหารสยามไปถึงมาร์กเซยวันที่ 30 กรกฎาคม สงครามสิ้นสุด 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918)!

Continue reading “กิจกรรมในกรุงเทพฯ เนื่องในโอกาส 100 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1”

รีวิวหนังสือ Idées reçues sur la Thaïlande ของเออเจนี เมรีโอ

 La-Thailande

เกริ่นนำ

ตั้งแต่ผมมาเรียนต่อที่ฝรั่งเศสเกือบ 5 ปีที่แล้ว เรียกได้ว่าไม่มีหนังสือวิชาการและกึ่งวิชาการเกี่ยวกับประเทศไทยตีพิมพ์ในภาษาฝรั่งเศสเลย ในภาพรวม การไม่มีงานตีพิมพ์อย่างจริงจังในภาษาฝรั่งเศส สะท้อนสภาวะความไม่ใส่ใจประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมคิดง่ายๆ ว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการศึกษาเรื่องนี้ในอดีตผูกติดกับอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสสูญเสียอาณานิคมดังกล่าวไป จึงไม่มีการส่งเสริมให้ศึกษาสาขานี้ต่อ หรืออย่างมากก็ศึกษาเพียงแต่ยุคที่อินโดจีนเคยเป็นอาณานิคม เพราะมีหลักฐานเก็บไว้ที่ฝรั่งเศสให้ศึกษาได้มาก นอกจากนี้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยในฝรั่งเศสส่วนมากเป็นของรัฐ ดังนั้นการลงทุนด้านการศึกษาในสาขาใดสาขาหนึ่ง ย่อมขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของรัฐด้วย เราจึงเห็นการศึกษาเรื่องอาฟริกาและตะวันออกกลาง รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับการก่อการร้ายและการอพยพลี้ภัย ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษในช่วงนี้ หากเป็นเรื่องเอเชีย ส่วนมากก็จะมุ่งไปที่จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เสียมากกว่า

Continue reading “รีวิวหนังสือ Idées reçues sur la Thaïlande ของเออเจนี เมรีโอ”

บ่นเรื่องความห่วยแตกของระบบราชการฝรั่งเศส

นักเรียนฝรั่งเศสทุกคนเท่าที่ผมทราบ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ไม่เคยประสบปัญหากับระบบราชการที่นี่ เรื่องนี้สำหรับผมเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เสียทั้งเวลาทั้งเงินทั้งสุขภาพจิตโดยใช่เรื่อง  ทำเอาคนเสียน้ำตามานักต่อนักแล้ว

Continue reading “บ่นเรื่องความห่วยแตกของระบบราชการฝรั่งเศส”

ข้อคิดเห็นบางประการต่อเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล (ตอนที่ 2)

หลังจากที่ผมเขียน “คำตาม” ในหนังสือ “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง ประชาธิปไตยในระดับนิสิตนักศึกษา” ของเนติวิทย์เรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอให้ “มิตรสหายท่านหนึ่ง” ช่วยอ่านและช่วยเสนอแนะประเด็นเพิ่มเติม สุดท้ายแล้วข้อเสนอแนะของเขานั้นยาวและน่าสนใจ จนผมเห็นว่าน่าจะเขียนเป็นอีกบทความได้ ผมจึงขอให้เขาเรียบเรียงเป็นบทความสั้นๆ เพื่อจะนำเอามาลงต่อจากบทความของผม

บทความต่อไปนี้ มีลักษณะเป็นส่วนตัว และรุนแรงกว่าที่ผมเขียนอยู่มาก ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด ผมเอามาลงในบล็อกนี้ เพราะเห็นว่ามีลักษณะต่อเนื่องกับโพสต์ผม และคิดว่าการวิจารณ์ลักษณะนี้ คงมีประโยชน์อยู่บ้าง ดังที่คุณ “แอ็ปเปิ้ลเขียว” ได้ทิ้งทายเอาไว้ว่า “การจะเรียกเขาว่าเป็นฮีโร่นักประชาธิปไตยจึงต้องควรตระหนักดีๆ สังคมไทยควรจะต้องตั้งคำถามกับเนติวิทย์มากๆ”

Continue reading “ข้อคิดเห็นบางประการต่อเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล (ตอนที่ 2)”

ข้อคิดเห็นบางประการต่อเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล (ตอนที่ 1)

เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สมัยที่ผมยังเล่นเฟสบุ๊คอยู่ ผมไปเขียนตอบโพสต์ของเพื่อนคนหนึ่ง ในทำนองว่าปรากฎการณ์การขายหนังสือของเนติวิทย์ รวมถึงกระแสตอบรับที่คนแห่กันไปซื้อจำนวนมากนี่ เป็นอะไรที่น่าสนใจ ลักษณะของเนติวิทย์ที่ขยันเขียน ขยันแปล ขยันพิมพ์หนังสือในปริมาณมาก เป็นลักษณะที่ลอกแบบมาจากสุลักษณ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ดูเหมือนว่าปรากฎการณ์ “ขายดี” ของหนังสือ จะไม่ได้มาจาก “คุณภาพ” ของหนังสือมากนัก กล่าวคือ เท่าที่ผมทราบ แทบจะไม่มีใครเอาเนื้อหาหนังสือของเนติวิทย์มาอภิปราย ถกเถียงต่อ หรือวิพากษ์วิจารณ์ต่ออย่างเป็นจริงเป็นจัง นี่สะท้อนความจริงที่ว่า คนไปซื้อหนังสือเพราะต้องการสนับสนุนช่วยเหลือเนติวิทย์ ในฐานะ “คนรุ่นใหม่” และ “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” อันเป็นภาพลักษณ์ที่เนติวิทย์สร้างขึ้นมา มากกว่าจะสนใจหนังสือและคุณภาพของหนังสืออย่างแท้จริง

หลังจากนั้นไม่นาน ราวกลางเดือนเมษายน จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ก็ไม่ทราบ เนติวิทย์ก็ติดต่อผมมา เพื่อขอให้ผมช่วยเขียน “คำวิจารณ์ในเล่ม” ในหนังสือใหม่ที่เขาจะพิมพ์ หนังสือดังกล่าวนี้เป็นการรวบรวมจดหมายหลายฉบับที่เขาเขียนถึงประธานสโมสรนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เนื้อหาของจดหมายส่วนใหญ่เป็นการแนะนำและวิจารณ์การทำงานของสโมสรนิสิต เป้าหมายของหนังสือก็เพื่อหวังว่านิสิตในอนาคตจะเห็นความสำคัญของการทำกิจกรรมนิสิตมากขึ้น และหากมีนิสิตใหม่ที่สนใจจะไปทำงานสโมสรนิสิต ก็จะได้นำแนวทางของเนติวิทย์ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสโมสรให้ดีขึ้น

Continue reading “ข้อคิดเห็นบางประการต่อเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล (ตอนที่ 1)”